“ย้ายประเทศ” เป็นกระแสฮิตทั่วเมืองไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมา การย้ายประเทศมีช่องทางอะไรบ้างแล้วต้องทำอย่างไร เตรียมอะไรบ้าง เตรียมตัวอย่างไร ผู้ที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศหลายคนคงได้ให้คำตอบไปแล้วบ้าง ส่วนใครที่สนใจประเทศญี่ปุ่น บทความนี้เรามีคำตอบให้คุณว่า ช่องทางการย้ายประเทศมาอยู่ญี่ปุ่นมีดังนี้

■ เรียนต่อ

การศึกษาต่อที่ญี่ปุ่นมีหลายเหตุผล วัฒนธรรมป๊อปของญี่ปุ่นดึงดูดคนหนุ่มสาวจำนวนมากทั่วโลก นักเรียนหลายคนได้เรียนรู้อักษรฮิรางานะตัวแรกในขณะที่อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นและได้สัมผัสกับภาษาพูดเป็นครั้งแรกเมื่อดูอนิเมะ J-pop, คอสเพลย์และแฟชั่นญี่ปุ่น การมาศึกษาต่อที่ญี่ปุ่นมีหลากหลายดังนี้

การศึกษาแบบนานาชาติในญี่ปุ่น ญี่ปุ่นกำลังประสบกับสังคม“ ผู้สูงวัย” ที่มีจำนวนประชากรลดลง ดังนั้นประเทศจึงมีพยายามที่จะจัดการศึกษาให้เป็นสากลเพื่อดึงดูดผู้มีความสามารถจากต่างประเทศ ในขณะที่มหาวิทยาลัยต่างๆเริ่มเปิดสอนบางโปรแกรมและหลักสูตรเป็นภาษาอังกฤษ แต่ภาษาญี่ปุ่นยังคงมีความสำคัญในทุกด้านตั้งแต่การผสมผสานทางสังคมการผสมผสานทางวัฒนธรรมไปจนถึงปฏิสัมพันธ์ทางวิชาการและวิชาชีพโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในการเตรียมชาวต่างชาติทั้งทางวัฒนธรรมและสังคมเพื่อศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาและการทำงานในสังคมญี่ปุ่น

โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น ภาษาญี่ปุ่นเป็นประตูสู่ญี่ปุ่นไม่ว่าคุณจะต้องการเรียนทำงานหรือใช้ประโยชน์สูงสุดจากการเข้ามาอาศัยอยู่ที่นี่ ดังนั้นนักเรียนส่วนใหญ่จึงเริ่มต้นด้วยการเรียนภาษาญี่ปุ่นที่โรงเรียนสอนภาษา คุณสามารถเรียนหลักสูตรภาษาระยะสั้น 2-12 สัปดาห์หรือลงทะเบียนเรียนหลักสูตรระยะยาวก็ได้ คนญี่ปุ่นไม่ค่อยเก่งภาษาอังกฤษและมหาวิทยาลัยเปิดสอนภาษาอังกฤษเพียงไม่กี่โปรแกรม ดังนั้นหากคุณต้องการเรียนที่ญี่ปุ่นเป็นระยะเวลานานขึ้นคุณควรเริ่มต้นด้วยการเรียนภาษาญี่ปุ่นดีกว่า โรงเรียนสอนภาษามักจะสอน 4 ภาคการศึกษา 10 สัปดาห์ต่อปี หากคุณเป็นมือใหม่คุณสามารถเรียน 80 สัปดาห์ที่โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นและอาจจำเป็นหากคุณต้องการเรียนต่อในโปรแกรมการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่สอนเป็นภาษาญี่ปุ่น เมื่อคุณเชี่ยวชาญภาษาญี่ปุ่นแล้วคุณสามารถศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นหรือ 専門学校 (Senmon Gakko) ซึ่งเป็นวิทยาลัยอาชีวศึกษาของญี่ปุ่น 

มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น - พร้อมโปรแกรมภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นเปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาตรี 4 ปีหลักสูตรบัณฑิตศึกษา 2 ปีและหลักสูตรปริญญาเอก 3-4 ปี ปีการศึกษาเริ่มในเดือนเมษายนและสิ้นสุดในเดือนมีนาคมโดยมีวันหยุดฤดูร้อนตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนกันยายนและวันหยุดฤดูหนาวตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม มหาวิทยาลัยที่มีอันดับสูงสุด ได้แก่ มหาวิทยาลัยโทโฮคุมหาวิทยาลัยเกียวโตและมหาวิทยาลัยโตเกียว โปรแกรมส่วนใหญ่สอนเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยมักเปิดสอนบางโปรแกรมเป็นภาษาอังกฤษเช่นกัน แต่ในระดับปริญญาตรีมักจะเปิดสอนเพียงไม่กี่โปรแกรมที่เน้นการศึกษาระหว่างประเทศหรือสังคมศาสตร์ เราสามารถช่วยคุณสมัครเรียนหลักสูตรระดับปริญญาตรีเป็นภาษาอังกฤษพร้อมโอกาสที่ดีในการได้รับทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Yamanashi Gakuin (ธุรกิจระดับโลกรัฐศาสตร์ศิลปะญี่ปุ่นศึกษา) และหลักสูตรปริญญาตรีและปริญญาโทสาขาวิศวกรรมศาสตร์ที่ Kyoto University of Advanced Science (เมคคาทรอนิกส์, หุ่นยนต์, อิเล็กทรอนิกส์และไอที)

วิทยาลัยอาชีวศึกษา -  専門学校 (Senmon Gakko) อีกรูปแบบหนึ่งของโรงเรียนที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่นคือโรงเรียนอาชีวศึกษาหรือที่เรียกว่าวิทยาลัยรุ่นน้อง /  専門学校 (Senmon Gakko) โดยเน้นการฝึกภาคปฏิบัติในวิชาชีพเฉพาะทาง นักเรียนต่างชาติมักจะเข้าเรียนในโรงเรียนเหล่านี้เพื่อเรียนวิชาภาคปฏิบัติเช่นการออกแบบเกมอะนิเมะมังงะดนตรีการเต้นรำภาพประกอบเป็นต้นอย่างไรก็ตาม  専門学校 (Senmon Gakko) ยังสอนวิชาต่างๆเช่นอุตสาหกรรมเกษตรกรรมการพยาบาลการศึกษาและสวัสดิการสังคมธุรกิจและการทำบ้าน โปรแกรม  専門学校 (Senmon Gakko) ส่วนใหญ่ใช้เวลาสองปีและมอบประกาศนียบัตรที่ช่วยให้คุณสามารถโอนย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยได้ หลักสูตรสามปีมอบประกาศนียบัตรขั้นสูงให้กับคุณซึ่งจะช่วยให้คุณมีสิทธิ์เข้าศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ชาวต่างชาติที่ต้องการพำนักและทำงานในญี่ปุ่นหลังจากเรียนจบแล้วจะต้องมีประกาศนียบัตร  専門学校 (Senmon Gakko) หรือระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย (ในญี่ปุ่นหรือต่างประเทศ) ในการทำงานใน บริษัท ญี่ปุ่นหรือเรียนที่  専門学校 (Senmon Gakko) คุณต้องเริ่มต้นด้วยการเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นตามที่อธิบายไว้ข้างต้น

ค่าเล่าเรียนในญี่ปุ่น โรงเรียนในญี่ปุ่นเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้าในปีแรกและค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เล็กน้อยต่อภาคการศึกษา กฎหมายของญี่ปุ่นกำหนดให้โรงเรียนทุกแห่งมีค่าเล่าเรียนสำหรับนักเรียนในประเทศและนักเรียนต่างชาติเหมือนกัน หลักสูตรหนึ่งปีที่โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นมีค่าใช้จ่ายประมาณ 700,000 เยนและค่าเข้าชมประมาณ 50,000 เยนในภาคการศึกษาแรก รวมประมาณ 750,000 เยน (ประมาณ 215,000 บาท) มหาวิทยาลัยของรัฐมีราคารวมกัน: ค่าเล่าเรียนรายปี 535,800 เยนค่าเข้าชม 28,200 เยนบวกค่าธรรมเนียมเล็กน้อยอื่น ๆ รวมแล้วประมาณ 850,000 เยน (ประมาณ 244,000 บาท) สำหรับปีแรกของหลักสูตรระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเอกชนมีค่าเล่าเรียนแตกต่างกันไปและเรียกเก็บเงินมากกว่ามหาวิทยาลัยของรัฐถึงสองเท่าประมาณ 1,600,000 เยน (ประมาณ 460,000 บาท) ต่อปี แต่ราคาจะแตกต่างกันไปในแต่ละโรงเรียน Senmon Gakko (วิทยาลัยอาชีวศึกษา) ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,240,000 เยน (ประมาณ 355,000บาท) สำหรับปีแรกรวมค่าเข้าชม โปรแกรมการแพทย์สุขภาพและศิลปะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ในขณะที่โปรแกรมมนุษยชาติลดลงประมาณ 10-15%

ทำงานในญี่ปุ่นในฐานะนักเรียน นักเรียนที่ได้รับใบอนุญาตทำงานจะได้รับอนุญาตให้ทำงานพาร์ทไทม์ในญี่ปุ่นได้ จากนั้นคุณสามารถทำงาน 28 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในสัปดาห์ของช่วงเปิดเรียน และ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในช่วงปิดภาคเรียน ห้ามนักเรียนทำงานใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไนท์คลับหรือความบันเทิงสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งรวมถึงการเป็นดีเจหรือทำงานเป็นคนล้างจานในไนท์คลับ นักเรียนส่วนใหญ่ทำงานในร้านค้าหรือร้านอาหารซึ่งคุณสามารถสร้างรายได้ประมาณ 1,000 เยนต่อชั่วโมง อย่างไรก็ตามอาจเป็นเรื่องยากที่จะหางานก่อนที่คุณจะพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี งานที่ได้รับค่าตอบแทนดีที่สุดสำหรับนักเรียนมักจะทำงานเป็นครูในภาษาของคุณ ไม่ว่าจะเรียนที่โรงเรียนหรือเรียนสนทนาส่วนตัวในร้านกาแฟจะมีรายได้สูงถึง 3,000 เยนต่อชั่วโมง

■ ทำงาน

ในทางเทคนิค การหางานแปลว่าเราจะได้วีซ่าทำงาน แต่ไม่ได้แปลว่าจะได้วีซ่าอยู่ถาวร หลายคนอาจจะเข้าใจผิดแต่ว่านี่เป็นสองสิ่งที่เหมือนกัน วีซ่าทำงานเป็นวีซ่าระยะยาวแต่ก็ยังไม่ถาวร เหมือนกับสิ่งที่เรียกว่าเวิร์คเพอร์มิตในหลายๆประเทศ แต่การหางานก็ถือว่าเป็นก้าวแรกที่ดีเพราะตราบใดที่เรามีงานทำมีสังกัดอยู่กับบริษัทในญี่ปุ่น เราก็จะสามารถต่อวีซ่าเพื่อทำงานให้บริษัทนั้นๆต่อไปได้เรื่อยๆโดยแทบไม่ต้องกังวลว่าจะต่อไม่ได้ หากได้งานกับบริษัทในญี่ปุ่นและได้รับวีซ่าครั้งหนึ่งแล้ว โอกาสต่อวีซ่าครั้งต่อไปไม่ได้นั้นแทบจะไม่มี หากยังอยู่บริษัทเดิม ไม่ได้ถูกไล่ออกหรือว่าเปลี่ยนงาน สิ่งที่ต้องมีก็คือบริษัทที่ญี่ปุ่นที่จะรับเราเข้าทำงาน และเอกสารต่างๆที่ยืนยันได้ว่าเราจะมีงานทำจริงๆ เช่นสัญญาว่าจ้างเป็นต้น และอีกเรื่องก็คือตัวบริษัทเองก็ต้องมีความเหมาะสมเช่นเป็นบริษัทที่เชื่อถือได้และมีใบอนุญาติถูกต้องเป็นต้น การทำวีซ่าในตัวของมันเองไม่ใช่เรื่องยาก มีขั้นตอนชัดเจน มีเอกสารที่ต้องใช้ชัดเจน หากถึงเวลาลงมือทำจริงๆ เอกสารหลายๆอย่างสามารถขอให้บริษัทที่จะจ้างเราช่วยออกให้ได้ แต่สิ่งที่ยากจริงๆคือการหางานในญี่ปุ่นมากกว่า ตำแหน่งงานที่ญี่ปุ่นต้องการในปัจจุบัน โอกาสสำหรับคนที่มีความสามารถใน 14 ด้านที่มีแผนการที่จะรับชาวต่างชาติเข้าทำงานในญี่ปุ่นเพิ่ม โดยมี 14 สายงานหลักๆที่ขาดแคลนและต้องการแรงงานต่างชาติ สายงาน 14 อย่างที่รวมอยู่ งานพยาบาล การดูแลคนชรา งานทำความสะอาดสิ่งปลูกสร้าง งานทำนา งานประมง งานการผลิต (อาหารและเครื่องดื่ม) งานบริการ เช่นร้านอาหาร งานการผลิต (วัสดุ โลหะ และอื่นๆ) งานการผลิต (เครื่องจักร) งานการผลิต (เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไฮเทค) งานก่อสร้าง งานต่อเรือ งานทางด้านยานยนต์ งานทางด้านการบิน งานทางด้านโรงแรม จะเห็นได้ว่าสายงานมีหลายอย่าง ทั้งประเภทแรงงานง่ายๆ อย่างเช่นงานทำความสะอาด งานบริการ ไปจนถึงแรงงานฝีมืออย่างเช่นพยาบาล งานผลิตสินค้าไฮเทค ซึ่งเป็นโอกาสของคนต่างชาติรวมถึงคนไทยที่อยากลองทำงานที่ญี่ปุ่นหลายๆปี

ข้อดีของการอยู่ญี่ปุ่นด้วยวีซ่าทำงานประจำ อย่างแรกเลยก็คือเป็นวีซ่าที่น่าจะของ่ายรองจากวีซ่านักเรียน เงื่อนไขไม่ต้องการอะไรมากนอกจากการได้งานประจำทำในญี่ปุ่น เอกสารที่ต้องใช้ถือว่าง่ายเมื่อเทียบกับวีซ่าอื่นๆ ถ้าบริษัทออกเอกสารให้ทุกอย่างตามที่กองตรวจคนเข้าเมืองร้องขอ และเอกสารส่วนตัวของเราไม่มีปัญหา ก็สามารถขอได้ไม่ยาก ข้อดีอีกอย่างก็คือ หากทำงานไปหลายปีก็มีสิทธิ์ที่จะยื่นขอวีซ่าถาวรได้เช่นกัน และ สามารถกลับไทยเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ยาก หากเปลี่ยนใจ เพียงลาออกจากบริษัทและขนข้าวของกลับไปแล้วก็มีสิทธิมีเสียงเท่าเดิม เป็นคนไทยเหมือนเดิม มีสิทธิเลือกตั้งเหมือนเดิม สามารถซื้อบ้านซื้อรถได้ง่ายๆซึ่งตรงนี้จะได้เปรียบคนที่เปลี่ยนเป็นสัญชาติญี่ปุ่น

ข้อเสียของการอยู่ญี่ปุ่นด้วยวีซ่าทำงานประจำ วีซ่านี้จะไม่ค่อยมีอิสระด้านงานเท่ากับคนที่ได้วีซ่าถาวรหรือเปลี่ยนสัญชาติ เช่นไม่สามารถลาออกมาทำงานฟรีแลนซ์ได้เพราะวีซ่าผูกอยู่กับงานประจำที่ทำ หรือหากจะเปลี่ยนงานไปสายงานอื่นก็อาจจะต้องขอวีซ่าใหม่เพราะอาจจะต้องเปลี่ยนประเภทวีซ่าให้ตรงกับงานที่ทำ หลายคนบอกว่ามีความรู้สึกว่าขาดอิสระในการทำงานเพราะถ้าหากเจอปัญหาที่ทำให้ไม่มีงานประจำทำเช่นตกงานช่วงโควิดเป็นต้น ก็จะส่งผลกับสิทธิในการอยู่อาศัยในญี่ปุ่นของตัวเอง อีกหนึ่งเรื่องก็คือความยุ่งยากในการต่อวีซ่า ที่ต้องต่ออายุใหม่ทุกๆ 1, 3 หรือ 5 ปี ซึ่งหลายคนก็มองว่าไม่ใช่เรื่องที่ลำบากอะไร แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ไม่มั่นคงเท่าวีซ่าถาวร เพราะทุกครั้งที่ไปต่ออายุโอกาสถูกปฏิเสธก็ยังมี สุดท้ายก็คือปัญหาที่ไม่ได้เกี่ยวกับวีซ่า แต่มาจากการทำงานของเราเอง เพราะการทำงานในญี่ปุ่นไม่ใช่สำหรับทุกคน บางคนบอกว่าดีกว่าเมืองไทย แต่บางคนก็บอกว่าแย่ยิ่งกว่าเมืองไทย ถึงแม้คุณจะได้วีซ่าแต่ไม่มีอะไรการันตีว่าคุณจะได้เพื่อนร่วมงานหรือบริษัทที่ดี

■ แต่งงาน

การขอวีซ่าจากการแต่งงานกับคนญี่ปุ่น ทุกท่านที่อยากแต่งงานกับคนญี่ปุ่นโปรดใช้วิจารณญาณด้วยตัวเอง เพราะผู้ออกวีซ่าไม่รับผิดชอบต่อความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการแต่งงานของคุณกับคนญี่ปุ่น เป็นปัญหาครอบครัวของคุณเองล้วนๆ ถ้าคิดว่าเป็นวิธีที่แค่อยากหนีจากเมืองไทยไปอยู่ญี่ปุ่นเฉยๆ บอกตรงๆว่าไม่แนะนำ เพราะการแต่งงานมักตามมาด้วยปัญหาต่างๆมากมาย ขนาดคนสองคนที่พูดภาษาเดียวกันยังมีปัญาเลย ถ้าจะแต่งงานเพื่อวีซ่าเฉยๆคงไม่ดีแน่เพราะคู่แต่งงานข้ามชาติเต็มไปด้วยปัญหาครอบครัว ปัญหาครอบครัวที่ญี่ปุ่นมีเยอะมาก มีคนไทยที่แต่งงานกับญี่ปุ่นที่เจอปัญหามากมาย ถึงขั้นการหย่าร้าง ปัญหาการคุยกันไม่รู้เรื่องยังคงเป็นปัญหาอันดับหนึ่ง นอกจากนี้การขอวีซ่าแต่งงานก็ไม่ง่ายเหมือนวีซ่าทำงาน เพราะมีการตรวจสอบแบบละเอียดมาก จะต้องเขียนเหมือนรีพอร์ตระบุว่าเจอกันที่ไหนอย่างไร รักกันได้อย่างไร ต้องแนบหลักฐานแสดงความสัมพันธ์อีกด้วย การแต่งงานกันทั้งที่เคยเจอกันไม่กี่ครั้ง หลักฐานไม่พร้อม เจ้าหน้าที่อาจพิจารณาไม่ให้ผ่านก็ได้  ข้อเสียของวีซ่าแต่งงานกับคนญี่ปุ่น โดยตัววีซ่าแต่งงานแล้วมีอิสระมากกว่าวีซ่าทำงาน สามารถทำงานได้ไม่จำกัดสาขา สามารถตั้งบริษัทก็ได้ เปิดกิจการได้ พาลูกติดตามมาอยู่ด้วยก็ได้ แต่ข้อเสียที่พบบ่อยที่สุดก็คือ ข้อเสียทุกอย่างที่มาหลังการแต่งงานนั่นเอง ซึ่งไม่ใช่ปัญหาของวีซ่า เป็นปัญหาประมาณว่าถ้าคุณแต่งงานกับคนไม่ดี หรือพูดกันไม่รู้เรื่องเพราะแฟนไม่เข้าใจภาษาไทยหรือคุณไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น สิ่งที่ตามมาจะไม่ใช่ปัญหาวีซ่าแต่เป็นปัญหาครอบครัว ซึ่งเราไม่สามารถรับรองได้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด ยังไงถ้าแต่งงานก็ขอให้แต่งเพราะรักกันจริงและคุยกันรู้เรื่อง อย่าแต่งเพราะแค่อยากมาอยู่ญี่ปุ่นเด็ดขาด 

ลี้ภัย 

ในสมัยก่อนญี่ปุ่นไม่ค่อยรับผู้ลี้ภัยจำนวนมากนัก ญี่ปุ่นเริ่มรับผู้ลี้ภัยในปี พ.ศ. 2521 เพื่อให้สถานะผู้ลี้ภัยแก่ผู้ลี้ภัยจากอินโดจีน ญี่ปุ่นเข้ารับการรับรองอนุสัญญาสหประชาชาติที่เกี่ยวข้องกับสถานะของผู้ลี้ภัยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2524 และพิธีสารของสหประชาชาติเกี่ยวข้องกับสถานะของผู้ลี้ภัยเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2525 ในปี พ.ศ. 2553 ญี่ปุ่นได้เริ่มรับผู้ลี้ภัยสำหรับการตั้งถิ่นฐานใหม่ในญี่ปุ่น จากอนุสัญญาและพิธีสารของสหประชาชาติ เมื่อคนต่างด้าวยื่นขอสถานะผู้ลี้ภัยเขา / เธอจะได้รับอนุญาตให้อยู่ในญี่ปุ่นในช่วงที่มีการตรวจสอบใบสมัครหากเป็นไปตามเงื่อนไขที่จำเป็น เมื่อได้รับการยอมรับสถานะผู้ลี้ภัยของผู้สมัครแล้วเขา / เธออาจได้รับสถานะผู้อยู่อาศัยพิเศษ ซึงผู้ลี้ภัยสามารถรับชั้นเรียนภาษาญี่ปุ่น การฝึกอบรมการปรับตัวทางสังคมและความช่วยเหลือในการจ้างงานได้ แต่สำหรับความช่วยเหลือเร่งด่วนสำหรับผู้ลี้ภัย ไม่ว่าคุณจะอยากไปอยู่ที่อื่น เพราะเหตุผลเรื่องการเมืองหรือเรื่องอื่น หากต้องการความช่วยเหลือลี้ภัยเร่งด่วน โปรดติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

มาถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยว่าตัวเองมีโอกาสได้ย้ายประเทศมาอยู่ญี่ปุ่นมากแค่ไหน ไม่ว่าจะถาวรหรือชั่วคราว ซึ่งคำตอบนั้นเชื่อว่าจะต่างกันไปสำหรับแต่ละคนเพราะทุกคนก็มีเป้าหมาย มีสิ่งที่อยากทำ มีความสามารถไม่เท่ากัน ก่อนอื่นเลยต้องเริ่มจากการหางานหรือหาที่เรียนที่ญี่ปุ่นก่อน หรือหากว่ามีแฟนเป็นคนญี่ปุ่น ก็ต้องคุยกันให้ชัดเจนในเรื่องการแต่งงาน การขอวีซ่าติดตาม แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหนอย่าลืมนะว่า ทั้งการมาเรียนต่อ มาทำงานและการแต่งงานข้ามชาตินั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียของมันเอง หากคุณกำลังมองหางานแล้วละก็ ให้ WeXpats Jobs เป็นตัวช่วยอีกทางสำหรับคุณ

คุณไม่ต้องกังวลคนเดียวอีกต่อไป ชุมชนถาม - ตอบเกี่ยวกับญี่ปุ่น

บทความที่เกี่ยวข้อง

การต่ออายุพาสปอร์ตไทยที่ญี่ปุ่นในช่วงโควิด19

คนไทยที่อาศัยในญี่ปุ่นโดยมากมักเมื่อพาสปอร์ตใกล้หมดอายุมักจะกลับไปต่ออายุพาสปอร์ตที่เมืองไทย เหตุผลเพราะค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่ามากและยังได้ถือโอกาสกลับไปเยี่ยมเพื่อนๆญาติพี่น้องที่ไทยอีกด้วย แต่ในปัจจุ...

การใช้ชีวิต วีซ่า สถานทูต

ท่องเวลาหาเรื่องราวอันน่าประหลาดใจของโอโคโนมิยากิ! จริงๆแล้วต้นกำเนิดอยู่ที่ไหน?

เมื่อพูดถึง "โอโคโนมิยากิ" ในญี่ปุ่น หลายๆคนต้องนึกถึงสไตล์ฮิโรชิม่าและสไตล์โอซาก้า จริงๆแล้วฮิโรชิมาเป็นต้นกำเนิดของโอโคโนมิยากิหรือไม่? หรือว่าจะเป็นโอซาก้า? ครั้งนี้เราจะพาย้อนเวลากลับไปค...

การใช้ชีวิต อาหาร จังหวัดโอซาก้า จังหวัดฮิโรชิม่า

อาหารประจำฤดูกาลของคนญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นมีสี่ฤดูกาลที่แตกต่างกันมาก ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว แต่ละฤดูกาลมีลักษณะพิเศษหยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับกิจกรรม ประเพณี หรืออาหาร สภาพภูมิอากาศที...

การใช้ชีวิต อาหาร ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว ฤดูกาล

5 อันดับอาหารสุขภาพที่นักโภชนาการญี่ปุ่นแนะนำในปี 2021

จากการจัดลำดับอาหารที่ดีต่อสุขภาพโดยให้นักโภชนาการญี่ปุ่น ทำการคัดเลือกอาหารต่าง ๆ พบว่าอาหารที่ได้รับการโหวตว่าดีต่อสุขภาพที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ นัตโตะ โยเกิร์ต บร็อคโคลี่ ถั่วเหลือง และ ไข่มาดูราย...

การใช้ชีวิต อาหาร สุขภาพ

【ญี่ปุ่น】10 วัฒนธรรมญี่ปุ่น รู้ไว้ก่อนมาญี่ปุ่นจะได้ไม่พลาด!

ประเทศญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศยอดนิยมที่คนไทยมักจะหาโอกาสไปท่องเที่ยวอยู่บ่อยๆ เพราะมีทั้งวัฒนธรรมและธรรมชาติที่สวยงาม แหล่งช้อปปิงขนาดใหญ่ และยังมีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์มากอีกด้วย วันนี้เราจะมาเรียนรู้...

การใช้ชีวิต มารยาท ประเพณี กฎ / ระเบียบ

เว็บไซต์ของเราใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงการเข้าถึงและคุณภาพของเว็บไซต์ของเรา โปรดคลิก "ยอมรับ" เพื่อยอมรับการใช้คุกกี้ของเรา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้คุกกี้ของเราโปรดคลิกที่นี่

นโยบายการใช้คุกกี้